Tavivoot's Web Portal

จุดศูนย์รวม เวบต่างๆ ของทวีวุฒิ จุลวัจนะ และที่ ที่จะมารู้จัก กับนักข่าวเก่า "ผู้กล้าท้าทายสิ่งผิด" แบบตรงๆและเปิดเผย

Web Portal Special: พันธมารร้องศาลเอาเรื่อง วรเจตน์

เปิดใจ...วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับข้อกล่าวหา “หมิ่นศาล”

12 ก.ค. 2008 - 01:35:30 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

 

    ภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามคณะรัฐมนตรีนำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา รวมทั้งระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ระหว่างที่จะมีการพิพากษาคดี

 

     โดย รศ.ดร.วรเจตน์ มีความเห็นว่า คำสั่งของศาลปกครองครั้งนี้ เป็นไปในเชิงการเมือง และเห็นว่าเป็นปัญหาทางหลักการ ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของศาลก็ตาม ซึ่งภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ได้ถูกทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาสอบถาม เพื่อดำเนินการลงโทษในข้อหาละเมิดอำนาจศาล

   

     อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วรเจตน์ ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาทรรศน์” อย่างละเอียดถึงประเด็นดังกล่าว ดังนี้

       

     ***กรณีของเขาพระวิหาร เป็นเรื่องในอดีตที่นานมากแล้ว ซึ่งมองอย่างไรที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงนี้โดยกลุ่มพันธมิตรฯ

  

     คือประเด็นในเรื่องดังกล่าวนั้นที่ เป็นการกระทำที่ถูกหวังผลทางการเมือง เพื่อต้องการปลุกเร้าในเรื่องของชาตินิยม เพราะว่าเวลาที่คนเกิดความรู้สึกรักชาติ จะก่อให้เกิดพลังที่อยู่เหนือเหตุผล จึงได้นำเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหว

   

    ซึ่งจริงๆ แล้วในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร ผมมองว่ามีเรื่องที่สลับซับซ้อนอยู่มากในทางเทคนิค และทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยตามขั้นตอนแล้ว ไทยซึ่งแพ้คดีในเรื่องดังกล่าวนั้น และต้องยอมรับว่าศาลโลกได้ตัดสินแล้วว่าปราสาทเขาพระวิหารได้ตกอยู่ใต้อำนาจ อธิปไตยของกัมพูชา

  

    แต่ว่าปัญหาเรื่องเขตพรมแดนก็ยังคงมีปัญหาอยู่เรื่อยมา หรือที่เราเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ดังนั้นจึงยังไม่มีการปักปันเขตแดนโดยชัดเจน เพราะฉะนั้นปัญหาแบบนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียวอย่างแน่นอน อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นไปได้ เมื่อต้องพูดเรื่องนี้ก็เกิดกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกแน่ เพราะมันง่ายที่จะหยิบยกขึ้นมาอีก และประเด็นมันเข้าถึงประชาชนได้ง่ายว่าเราเสียดินแดน และจะก่อให้เกิดความรู้สึกในแง่ของความรักชาติ และยิ่งมาผสมเรื่องของเหตุผลในทางความคิดลดลง เพราะว่ามันถูกปลุกเร้าทางด้านอารมณ์และความรู้สึกแทน (อ่านต่อ Web Portal Special)

 

ทำข่าวสมัยนี้ ให้ดีได้อย่างไร

ทวีวุฒิ เปิดใจ: ปรัชญาการข่าวให้ "ดี" ในยุค Globalization และ Internet

 

7/4/2008

 

1 คนอ่าน:

 

เพราะ Globalization, Internet, Information Explosion, Higher Education in General, Mobility and Networking สิ่งพวกนี้ทำให้เกิด สังคมของการเรียนรู้ นักข่าว จึงจะมามองว่า ผู้อ่าน คือผู้ตามและจะเชื่อถือ ข้อมูลและรายงาน ที่นักข่าวเสนอ ต่างๆไม่ได้เหมือนแต่ก่อน ผู้อ่านยุคนี้ มีมุมมองที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะถูกชักจูงอย่างไร คือความสามารถในการกรองข่าวด้วยตัวเอง มีมากขึ้น

เช่นจะเห็นได้ว่านักประชาธิปไตย ไม่พึ่งสำนักข่าวใหญ่ที่เสนอข่าวกระแสหลัก แต่หันไปพึ่งสำนักข่าวนักประชาธิปไตยทางอินเตอร์เนต

 

2 แง่มุม:

 

แน่นอนว่านักข่าวทุกคน มีมุมมอง จุดยืน และแง่มุมของตัวเอง ปัญหาไม่ใช่การมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง หรือมุมมองที่ไม่เข้ากับยุค เพราะเป็นสิทธิของทุกคนที่จะเป็นตัวของตัวเอง แต่ปัญหาคือ นักข่าวต้องเสนอตัวเอง ว่ามีจุดยืนอย่างไร และคืออะไร เพื่อที่ผู้อ่านจะได้รู้ตัว ว่ากำลังอ่านข่าว ที่มาจากมุมมองอะไร สิ่งที่ม่สมควรทำ คือเสนอข่าวว่าเป็นความจริงและข้อมูล ทั้งที่ก็ทราบว่า เป็นเพียงมุมมองของนักข่าวเอง

เช่น ผมไม่เคยแอบเลยว่าอยู่ขั้วทักษิณและข่าวของผม มาจากมุมมองของขั้วทักษิณ และในบทความผมเชิญชวนและขอร้อง ให้คนอ่านไม่ต้องมามองเหมือนผม และคิดเอาเอง และหาจุดยืนของตัวเอง ซึ่งต่างจากสื่อส่วนมาก ที่แอบแฝงตัวเอง และบิดเบือนข่าวไปด้วย

 

3 จุดมุ่งหมาย:

 

นักข่าวไทยส่วนมาก มีจุดมุ่งหมาย คือ เล่นการเมืองด้วยข่าว เพื่อผลักดันและสนับสนุน  พลพรรคและปรัชญาตัวเอง ไปในสังคม ปัญหาคือ แต่ไหนไรมา การข่าวคือการให้ความรู้แก่สังคม ที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ รวมไปถึงการทำให้ผู้อ่าน เห็นภาพใหญ่ และภาพเล็กๆ คือได้มุมมองที่ครอบคลุม ครบ 360  คือนักข่าวเปรียบเสมือนครู การข่าวคือให้วิชาและความรู้แก่สังคม แต่การผลักดันจุดใดจุดหนึ่ง โดยเฉพาะโดยการเล่นการเมือง  ถ้ามากไป โดยนักข่าว ก็จะทำให้ผู้อ่าน ขาดมุมมองอีกด้านไป คือเป็นครูที่ไม่ดี

เช่น จะเห็นได้ว่าผม ใช้เหตุและผลและข้อมูล เป็นส่วนสำคัญในการเสนอข่าว เพื่อสนับสนุน การมีมุมมอง ซึ่งต่างไปจากผู้จัดการ ที่ส่วนมาก ไม่มีข้อมูลและไม่มีเหตุและผล มาสนับสนุน มุมมองที่เสนอให้สังคม คือเป็นการใช้อารมณ์เสียมากกว่า 

 

4 Universal Value:

 

คุณค่าที่มนุษย์ทุกคนพึงมี นักข่าวทุกคน ควรมี ปรัชญาพื้นฐาน ที่ไม่ห่างนักจาก Universal Accepted Value สิ่งนี้คือ ไม่สนับสนุนการใช้กำลัง และ ความรุนแรง ไม่สนับสนุนระบอบการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนปรัชญาต่างๆของตัวเอง จนความยุติธรรมและความปราณี หายไปจากจิดใจ  ไม่ปรารถนาสิ่งของทางวัตถุ จนยองเสีย Universal Value ไป สนับสนุน เสรีภาพและอธิปไตย รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน เช่น ผมเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ผมไม่เชื่อในความรุนแรงและใช้กำลัง นี่คือ สิ่งที่คนทั่วโลกยอมรับ แต่นักข่าวไทยในสื่อกระแสหลักส่วนมาก กลับเชื่อในระบอบอำมาตร และสนับสนุนการรัฐประหาร ไปจนถึงขั้น สนับสนุนการใช้กำลัง โดยรัฐ ในการทำร้าย ปชช เช่นหน้าบ้าน ป๋า

 

5 การข่าว:

 

มีข่าวหลายแบบ ข่าวกระแส ข่าวเจาะลึก ข่าววิเคราะห์โดยนักข่าว บทวิเคราะห็ที่เป็นข่าว ข่าวความเห็นแหล่งข่าว  ความเห็นของคอลั่มนิสต์ที่เป็นข่าว และอื่นๆ ในการทำหน้าที่ของนักข่าว ข่าวแต่ละแบบ มีสิ่งที่ถูกที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรทำ คือควรมีกรอบ ประกอบมากับข่าว เช่น ข่าวกระแส ส่วนมากจะเป็นด้านเดียว เร่าร้อนปลุกอารมณ์  และเข้ามาเร็วมาก และขาดการตรวจสอบ ที่ดี  ในการเสนอข่าวนั้น ควรย้ำว่า เป็นเพียงกระแส หนึ่ง  และเป็นรายงานเบื้องต้น หรือข่าวความเห็นของแกนนำสังคม ควรบอกด้วยว่า คนคนนั้น มีจุดยืนอย่างไร เช่นนาย ก กล่าวว่า อย่างนี้ เรื่องนี้ และ ก่อนจบข่าว นักข่าวควรบอกว่า นาย ก มี ส่วนได้เสีย หรือ มีปรัชญาอะไร ประวัติเป็นอย่างไรในเรื่องนั้น เขาคือใครและอื่นๆ

เช่น นายสุ่นสิริ กล่าววันนี้ว่า ไม่ควรแก้ไข รธน ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขาพูดวันนี้ แต่กรอบคือ เมื่อตอนทำประชามติ สุนสิริบอกว่า ผ่านไปก่อน การเมืองจะได้เดินหน้า แล้วมาแก้ทีหลัง คำถามสำหรับนักข่าวคือ ข่าวจริงๆแล้ว คือการเปลี่ยนจุดยืนของสุ่นสิริใช่หรือไม่ หรือข่าวเป็นเพียวสิ่งที่เขาพูดวันนี้

                            

       

มุมหัวกระทิ

มุมหัวกระทิ (ยากหน่อย แต่ "ตา" จะสว่าง)

 

  • อาจารย์ ชูรัศ วิพากษ์ ทุ่มแสนล้านสร้างระบบป้องกัน นักการเมือง ปล้นกระดาษ รีมเดียว
  • อาจารย์ พงย์เลิศ วิพากษ์ ปชช ภายใต้ปีก พันธมิตร
  • อาจารย์ประสิทธิ วิพากษ์ ศาลรัชธรรมนูญ สุดตีความ แถลงการณ์ร่วมไทยกำพูชา
  • ฟ้าเมืองไทย วิพากษ์ ขวาไทยทำลายประชาธิปไตย
  • ม เที่ยงคืนวิพากษ์ ชาตินิยมเพื่อการเมือง
  • ประชาทรรศ วิพากษ์ ป๋าเล่นผิดบท 
Link

เว็บต่างๆ ในเครือทวีวุฒิ

เรื่องของผมมัน ไม่ยาว...................จาก การเริ่มต้น ก้าวน้อยๆ ของทวีวุฒิ หลังจบ MBA มาจากสหรัฐ ที่ทำข่าวไม่เป็น แต่ใจรัก มาเป็น นักข่าวอาวุโส Bangkok Post มาเป็น นักข่าวสายธนาคารชาติ Asia Times ในเครือ ผู้จัดการ มาเป็น หัวหน้า กอง บก Business Day มาเป็น คอลลั่มน์นิส สายความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ และสุดท้าย เป็น หัวหน้า กอง บก นิติยสาร Chief Information Officer Forum จากวันพวกนั้น ล่าสุด ก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดย นายกทักษิณ ของไทย ใน หนังสือขายดี ที่แปลเป็น 6 ภาษาแล้ว คือ Thaksin: 24 Hours After the Coup ว่าเป็น "คนแรก" ที่เตือนเขา ว่าจะมีปฏิวัติ ยึดอำนาจเขา ที่เขาเห็น ผ่านการเขียน ของผม............ก็มีอยู่แค่นี้ นอกจากว่า ที่ "ข่าวสด" เขียนด่าผม ว่าเพราะ สิ่งที่ผมเขียน ไปปรากฏอยู่ทั่วไปหมด ตามกระดานกระทู้ คงเป็นเพราะผม "ตกงานจนเวลาว่างมาก" ก็ด่าได้แสบจริงๆ แต่จริงๆแล้ว คนอื่นเขาชอบเลยเอาไปลงกันครับ ส่วนเวลาทำเว็บพวกนี้ น้องทันคนทันข่าวเขาทำหมด ครับ

2 ด้วยมุมมอง Progressive Internationalist

Sponsors

3 ด้วยมุมมอง Some Autonomy is Acceptable

4 ด้วยมุมมอง Democracy Results in Equality & Freedom

5 ด้วยมุมมอง Justice is Human Right

6 ด้วยมุมมอง Information is Knowledge is Progress

7 ด้วยมุมมอง Just the Best Political Parties in Thailand History

Sponsors

ต้องตั้ง องค์กรอิสระคุม 

โดยทวีวุฒิ จุลวัจนะ

 

2/7/2008

 

สื่อไทย สอนกันเองให้ “เลือกข้าง”

 

ก็นับว่าเป็นการพยายามอย่างยิ่งใหญ่ ของจักรพภ ที่กำลังออกมาสร้างกฎ “ห้ามสื่อภาครัฐสนับสนุนเผด็จการ” เพราะที่ผ่านมาและกำลังเป็นไป สื่อไทยนั้นสนับสนุนเผด็จการจน สื่อของชาติตะวันตก ด่าสื่อไทยแล้วด่าสื่อไทยอีก ว่าสนับสนุนอยู่ได้อย่างไร ไม่ต้องบอก สื่อนั้นชอบพูดว่า เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของปชช ก็แสดงให้เห็นว่า “สื่อไทยนั้นไม่สนใจเสรีภาพของปชช เลย จึงออกมาสนับสนุนเผด็จการได้”“เป็นเครื่องมือของเผด็จการอีก” อย่างเช่นภายใต้เผด็จการ คมช หรือ เผด็จการ รธน ปี 50 อิสรภาพ ของสื่อ ที่สื่อ “อ้างว่าต้องมี” เพื่อทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน ให้ได้ดีที่สุดนั้น จริงๆแล้ว ถูกบิดเบือนไปมาก เช่น อย่างที่เห็นๆ ผู้จัดการ และ กลุ่มเนชั่น “พูดกันสอนกันชัดถ้อยชัดคำ” ว่าสื่อต้องเลือกข้าง ก็ในเมื่อสื่อมีข้าง แล้ว การทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน จะทำได้อย่างไรกัน มันก็กลายเป็นเพียง “หมาเฝ้าบ้าน” ของพวกนั้นพวกนี้ไป ฉะนั้นแล้ว มันถึงเวลา ที่จะสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา เพื่อดูแล ไม่ให้สื่อ

 

สื่อไทย “ละเลย” จริยธรรมและจรรยาบรรณมามาก

 

เช่นเมื่อวันก่อน คนเข้าไปดูหนังแล้วไม่ยอมยืนตอนภาพพ่อหลวงขึ้นมา แล้วถูกจับ ผู้จัดการรายงานทันที มันใส่เสื้อแดง มันพวก นปก แล้วเชิญชวนต่อ “เห็นไหม นปก ต้องการทำลายสถาบัน” บังเอิญกฎของจริยธรรมของสื่อเอง บอกไว้ว่า ต้องเข้าไปหาคนทุกคน ที่กำลังจะเป็นข่าว เพื่อมุมมองเขา เพื่อข้อมูล แต่เปล่า ไม่มีใครไปคุย ข่าวออกมาในแนวผู้จัดการหมด เจ้าตัว คนที่ไม่ยอมยืนเองกล่าวว่า  ไม่มีใครมาถามเขาเลย เพราะผมนั้น ฝ่าย “2 ไม่เอา” คือไม่เอาทั้งทักษิณและ นปก และก็ไม่เอาทั้งเผด็จการ และที่น่าแปลกใจที่สุด ภาพที่ตำรวจถ่ายไว้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่สีแดงเลย เรื่องแบบนั้นมีมากมายในสื่อทุกวันนี้ เช่นธงที่มีชื่อทักษิณ ซึ่งก็ปรากฏออกมาแล้ว ว่าสื่อไทยตัดต่อรูปเอาคำว่า Welcome ออก ให้มีแต่ทักษิณ จะได้พูดกันได้ ว่า ทักษิณมองตัวเอง ว่าเป็นเจ้าของประเทศ  ถึงขนาดคนทำธงนั้นเป็นฝรั่ง แบบมีภาพให้เห็นทั่วไปทางอินเตอร์เนต แต่สื่อไทยกลับพุ่งเป้าไปที่ทักษิณ ไทยรัฐถึงขนาดใช้คำว่า “โบ้ยฝรั่งเหมือนเดิม” ซึ่งแสดงว่าไม่เชื่อว่าฝรั่งทำ คือทักษิณทำ ส่วนที่ผ่านมา จำกันได้ไหมว่าสื่อ “ชอบตัดต่อภาพกันขนาดไหน”

 

สื่อไทย “ตกต่ำจน” ใช้ความรู้สึก

 

ล่าสุดสมาคมสื่อ ที่มีชื่อเสียง อันหนึ่งของไทย ออกแถลงการณ์กล่าวหานายกสมัคร ด้านต่างๆ แต่เพราะหาข้อมูลมาสนับสนุนจุดยืนไม่ได้ สมาคมนั้นจึงใช้คำว่า “รู้สึก” เช่นการแถลงว่า “ทางสมาคมรู้สึกว่า สมัครกำลังคุกคามสื่อ”  ซึ่งผู้ได้พบเห็นนั้น ก็มึนงงกันไปทั่ว ว่าสมาคมนักข่าวไทย อันมีชื่อเสียง ทำไมถึงได้ ใช้เพียง “ความรู้สึก” ในการแถลงข่าว แต่ไม่มีขู้อมูลหรือเหตุผลเลย ที่รองรับข้อกล่าวหา “แรงๆ” เช่นนั้นส่วนสมัยทักษิณ สื่อออกแถลงการณ์จุดยืนเป็นรายวัน คือพอเข้าเว็บสมาคมสื่อนั้น เหมือนเข้าเว็บพรรคการเมือง ที่ต่อต้านทักษิณทุกอย่าง มีจุดยืนแม้กระทั่งไม่เห็นด้วยกับ SML และอื่นๆ ส่วน ครั้ง คมช เรื่องอำนาจ ถึงขนาดบังพูดหน้าตาเฉย มีแผนล้มล้าง ทรท 1234 5678 กลับไม่พูดอะไรสักคำ

 

สหรัฐ “ตรวจสอบควบคุม” สื่อเข้มข้น

 

มีคนถามกันมาก ว่าสำหรับคนอยู่สหรัฐมานานเช่นผม เคยเห็นในสหรัฐตรวจสอบสื่อกันอย่างไร คำตอบคือทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือ ถ้าเกิดเรื่องเช่นธงชาติขึ้น หรือ คนคนนั้นที่ไม่ยอมยืน ทางคณะกรรมาธิการด้านสื่อ จะทำการตรวจสอบ คือไม่ใช่เรื่องของกระทู้สด ฝ่ายค้านและรัฐบาลเท่านั้น ที่จะออกมาพูดถึง เพราะยังไงในไทย มันก็กลายเป็นเรื่องการเมืองไป แต่ในสหรัฐ เวลามีข่าวใหญ่ๆ กระทบสื่อ รัฐสภาโดยคณะกรรมาธิการ จะเข้ามาตรวจสอบ เช่นมีอยู่ปีหนึ่งที่ในสหรัฐเจอกันบ่อย ว่าแหล่งข่าวที่นักหนังสื่อพิมพ์ในสหรัฐชอบอ้างกัน ตรวจไปตรวจมาแล้ว “ไม่มีตัวตนจริง” เรื่องนี้ก็ไปถึงคณะกรรมาธิการด้านสื่อในสหรัฐเลย สอง นอกจากทางตรงแล้วยังมีทางอ้อม คือ FCC ที่ดูแลทีวี วิทยุ และ เคเบิล เช่นจะคอยดูว่า ภาษาและภาพที่ลง ในสื่อ ไม่ทำลายวัฒนธรรมที่ดี เช่นถ้าจำกันได้ วันที่ Jannet JacksonConcert ถ่ายทอดสดๆ แล้ว Jannet ก็โชว์นมออกมา ทีวีช่องนั้น ที่ถ่ายทอดสดออกไป ก็โดน FCC ปรับไปมากพอดู แต่ FCC ยังทำในสิ่งอื่นมากมาย เช่นสิ่งที่เรียกว่า Community Interest เช่นบริษัทเคเบิลในสหรัฐนั้น ต้องออกช่องเคเบิลของ “ชุมชนนั้นๆด้วย” คือถ้าเป็นไทย True ก็ต้องออกเคเบิล ให้สถานีทีวีชุมชน ด้วย การทำเช่นนี้ ก็คือการตรวจสอบสื่อนั่นเอง คือผู้บริโภค มีทางออก มีทางเลือก การกระจายความเป็นเจ้าของคลื่นต่างๆ โดย FCC ก็มุ่งไปที่การทำให้ ชุมชนเข้าถึง สามารถแข่งขันกับธุรกิจ สื่อร้อยล้านพันล้านได้ สุดท้าย ในสหรัฐ ก็คือองค์กรการกุศล นิยมที่จะเข้าสนับสนุนสื่อ เช่นรายการ ข่าวของสถานีพวกนี้บางอัน เช่น McNeil Report ก็มีคนดู มากมายแทบไม่แพ้คนดูข่าวจากแหล่งอื่นๆ  ไปเล่น

 

กลไกหลายระดับ ดูแลสื่อในสหรัฐ

 

ก็จะเห็นได้ว่า ทางสภา มีการควบคุมดูแลสื่อ โดยไม่เกรงกลัวอะไร FCC ดูแลควบคุมสื่อ โดยไม่กลัวอะไร และสุดท้าย มีรายการจากค่าย “อิสระ” มากมาย ที่ไม่กลัวอะไร อะไรในที่นี้ก็หมายถึง สื่อกระแสหลักในประเทศของเขา เช่น CBS หรือ CNN แต่ในไทย ไม่มีใครเลย ที่กล้าเข้าตรวจสอบสื่อ อย่างจริงจัง นอกจาก ปชช เอง ที่ออกมาบ่นกันในอินเตอร์เน็ตมากมาย ถึงความเลวต่างๆของสื่อไทย จนมีเว็ปเปิดโปงสื่อไทยแล้ว หลายอัน

 

สมควรแล้ว ที่ไทยจะมีองค์กรมาดูแลสื่อ “เข้ม”

 

ก็ถึงเวลาที่ต้องมีองค์กรมาดูแลสื่อแล้ว เพราะดูแลกันเองไม่ได้ เป้าหมายก็ไม่ต้องไปคุกคามเขา เพราะจะวุ่นวายตายแน่ เพราะสื่อคงจะเดือกแค้นจัดตลอดเวลา แต่มันก็สมควรมี  และหน้าที่หลักก็ไม่มีอะไรมาก คือทำให้สื่อทำตาม จริยาธรรม และ จรรยาบรรณ ที่สื่อวางไว้ให้ตัวเอง ก็แค่นั้นเอง เพราะตอนนี้ สื่อไม่เคยมองมาตรฐาน ที่วางกันไว้เองเลย