Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

 
 

สำหรับ คนรักความ "ยุติธรรม" ทั่วไทย
 
"หาสาระอ่าน หาทวีวุฒิอ่าน" 
 
คำคมจงจำไว้:
 
"ตั้งแต่ไหนมา อำนาจสามส่วน แยกกันอยู่ คานกันและกัน ถ้าทักษิณ ใช้ระบบผิด บิดเบือนระบบ ไปในทางที่ไม่ถูก ปัญหาอยู่ที่คน คน เดียวแต่ถ้าระบบ ที่ คมช สร้างขึ้น เป็นระบบผิด ระบบที่บิดเบือน ไปในทางที่ไม่ถูก ปัญหาตกไปอยู่กับคน ทั้งชาต เพราะ รธน ปี 50 ประกบ อำนาจตุลาการ เข้า "ครอบงำ" อำนาจบริหาร อย่างเป็นระบบ"ิ
 
 
 
 
 
ว่าด้วย "ความยุติธรรม" คืออะไร

 โดย s i a m . t o / n i c e g u y

ความลำเอียง เป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวเราทุกๆคนที่เกิดขึ้นจากการรักตัวเองมากกว่า ตามหลักจิตวิทยา เรามักคิดว่า เรานั้นดีแล้วพร้อมๆกับคิดว่าคนอื่นนั้นไม่ดี หรือ I'm OK, you aren't OK.  โดยการตัดสินผู้อื่นจากการกระทำของเขาส่วนเดียว หรือ ถ้าเป็นกลุ่มคน เป็นสังคม   ก็มักจะมีการเปรียบเทียงกับผู้ที่แตกต่างในทำนองนี้เสมอ

นิสัยเพื้นฐานของความลำเอียงเข้าข้างตนเองนี้ตรงกันข้ามกับ คุณลักษณะนิสัยอีกประการหนึ่งคือ "ความยุติธรรม" ลักษณะนิสัยทั้งสองส่งให้การดำเนินชีวิตของเราจะบรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเราเห็นว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเห็นพวกพ้องคนใกล้ตัวดีกว่าผู้อื่น ก็มีแนวโน้มว่าเราจะไม่สามารถไปถึงความสำเร็จที่แท้จริงได้ เพราะขาดคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จนั่นคือ ความยุติธรรม

ความยุติธรรม นิสัยที่ต้องมีการสร้าง  :   เพราะเหตุแห่งความลำเอียงนี้เอง ทำให้หลายๆครั้งเราดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดและล้มเหลว เป็นเหตุให้เกิดการทำลายตนเองและผู้อื่นอย่างที่เราคาดไม่ถึง   ความลำเอียงนี้เกิดขึ้นได้ในแทนทุกระดับของสังคม เช่น พ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากัน   กลุ่มชนที่ลำเอียงเอื้อประโยชน์เแฑาะแก่ผู้ที่เป็นฝ่ายเดียวกับตน แต่เอารัดเอาเปรียบคนที่แตกต่างจากตนเอง 

ความยุติธรรม จึงไม่ได้เป็นลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะเป็น แต่เป็นลักษณะนิสัยที่ต้องมีการสร้าง มีการฝึกฝนและพัฒนาขึ้นในตัวเราแต่ละคน เพราะความยุติธรรมนี้ก็คือความคิดที่มีเหตุผลนั่นเอง (อ่านต่อ)

หมายเหตุ: สำหรับท่านที่ต้องการบทวิเคราะห์เจาะลึกด้าน "ความยุติธรรม" ท้ายหน้านี้ มีบทความ 8 ตอน เกี่ยวกับความยุติธรรม
 

Tavivoot's Justice Blog 

  • ใช้กฏหมายรักษาความยุติธรรม 25/5
  • ในหลวงโชวาทให้ผู้พิพากษาฟัง 25/5
  • เศรษฐกิจกับความยุติธรรม 25/5 

บทความ จากนักคิดนักเขียน  ด้านต่างๆ

 กระทู้ ปรัชญาชีวิต จาก Pantip.com


 แรงงานทาส?

 ตัวอย่าง อธรรม: ไทยพึ่งแรงงานพม่า แต่เราทำกับเขา "เยี่ยงศัตรู"

ภาคประชาชนออกจม.ค้าน คำสั่งผู้ว่าสมุทรสาคร ห้ามแพร่วัฒนธรรมต่างด้าว  

 

9 พ.ย. 50 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ยกเลิกคำสั่งตามหนังสือสั่งการให้ควบคุม และห้ามแรงงานต่างด้าวเผยแพร่วัฒนธรรม โดย อ้างถึง  หนังสือสั่งการเรื่อง การควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าว ลงนามโดย นายวีรยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เลขที่ สค 0017.2/ว 3634 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2550  ที่ให้ควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาทำงานในเขตจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะแรงงานสัญชาติพม่าซึ่งพักอาศัยอยู่เป็นชุมชน ที่ระบุให้ให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่ง ควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าวอย่างเคร่งครัด และไม่สนับสนุนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของคนต่างด้าว

ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ และบุคคลตามรายนามท้ายจดหมาย มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการออกคำสั่งจังหวัด เนื่องจากคำสั่งมีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงอคติทางชาติพันธุ์ ยุยงให้เกิดความหวาดระแวง การแบ่งแยก และความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยเฉพาะต่อแรงงานสัญชาติพม่า ทำให้สังคมไทยอยู่ในบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว อันเป็นอิทธิพลชักจูงให้เกิดความรุนแรงทางกายภาพ การละเมิดสิทธิต่อแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคของความสัมพันธ์ฉันท์มิ ตรระหว่าง แรงงานข้ามชาติกับคนไทย และอาจก่อกวนความสงบสุขและสวัสดิภาพในชุมชนได (อ่านต่อ)  

                                      
                คนจน "ได้รับความยุติธรรม น้อยที่สุดในสังคม"

 

ปรัชญา กรีก โบราณ 

 ก้าวแรก สู่ สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม คืิอ "เสรีภาพ"

ก้าวที่สอง สู่ สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม คืิอ "ประชาธิปไตย" 
ก้าวที่สาม สู่ สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม คืิอ "ระบบยุยิธรรม ที่ยุติธรรม
ก้าวสุดท้าย สู่ สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม คืิอ "เสรีภาพ" 
 

 

วิเคราะห์ "เสรีภาพทางความคิดและเขียน" 

ว่าด้วยกรณี หนังสือร้อนฉ่า ของใจ

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

ผมนี่เหมือน ใจ อึ้งพากร และ น้าทักษิณ อยู่สองอย่าง คือรักรากหญ้าสุดชีวิต และถูกด่ามากเหลือเกินเรื่อง ไม่รักพ่อหลวง สำหรับผมนั้น มันเริ่มต้นที่ผมนั้นออกมา “ต่อกร” กับการบิดเบือน “พอเพียง” อย่างบ้าคลั่ง ของคนต้องการโปรยยาหอม เลยออกมา “สนับสนุนพอเพียงแบบบ้าๆบอๆ” เช่นหนึ่งวันหลังจากพ่อหลวงตรัสเรื่อง พอเพียง วันรุ่งขึ้น บางกอกโพสต์ ลงใหญ่โตเลย ว่าพ่อหลวงตรัส “เสริมว่าไม่ต้องเอามาใช้ทั้งหมด คือ “สัก 40% ก็พอแล้ว” สำหรับผม ก็จารึกในสมองมาตั้งแต่วันนั้น ว่าพ่อหลวงนั้น สุดยอดแล้ว ทราบถึงขนาดว่า “ก็ต้องพอเพียงด้วย ในการนำพอเพียงมาใช้” แล้ว ในวาระต่อๆกันมา พ่อหลวงก็ค่อยๆอธิบาย “พอเพียง” ออกมา ทีละนิดทีละหน่อย ให้สังคมเอาไปย่อยกัน แล้วก็มีอยู่วันหนึ่ง พ่อหลวงตรัสว่า “พอเพียงไม่ได้หมายความว่า ถ้าอยากได้อะไร ไม่ให้ไปซื้อ ถ้าอยากซื้อ แล้วเกินพอเพียง ก็ทำได้ แต่หมายความว่า ต้องรู้ ว่าตัวเองเกินเลยไปขนาดไหน” ผมก็ถึงบางอ้อ ว่า พ่อหลวงไม่เคยห้ามไม่ให้ซื้อ รถเบนส์มาขับ หรือ โรเล็กซ์ มาดูเวลาเลย ตรงกันข้าม ท่านสอนว่าถ้าอยากได้จริงๆ ก็เชิญ แต่ให้พยายาม หาจุดสมดุล ของตัวเอง แต่ไอ้พวกบ้าบอ มันตีความพอเพียง “ไปโน่นไปนี้มั่วไปหมด” สุดท้าย พอถูกผมด่าเอามากๆ ก็หันมากัดผมเลย ไปๆมาๆ เหมือนทักษิณ และ ใจ คือถูกด่าว่าไม่รักพ่อหลวง

แต่เอาหละ มาเขียนเรื่องนี้ คงจะถูกด่ายับตามเดิม แต่เรื่อง หนังสือ “A Royal Coup” ของใจนี้ ที่พึ่งถูกสันติบานห้ามขายเพราะ กระทบพ่อหลวงในทางลบ จะสำคัญจะไม่สำคัญอย่างไร กระทบพ่อหลวงทางลบจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือ “เป็นสัญญานถึงว่า วันข้างหน้า อะไรกำลังรอเราอยู่” แน่นอนว่าด้านหนึ่ง และเป็นคนส่วนมากของประเทศ มองว่า สถาบันหลักอันนี้ “คนธรรมดา กระทบไม่ได้เลย” คือต้องรักษา ให้เฉิดฉายที่สุด “ด้วยชีวิต” แต่อีกด้าน และเป็นด้านน้อย กลับมองว่า “เสรีภาพทางความคิด” คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ ซึ่งในกรณีนี้ ก็หมายความว่า หนังสือของใจ ซึ่งก็คือความคิดของใจ มีสิทธิ ที่จะเผยแพร่ ให้สังคมวิจารณ์ ไม่ใช่มาถูก “ห้าม”

มันเป็นทางสองแพร่งของไทยจริงๆ แต่จริงๆแล้ว ทางออกก็คือในคำตรัสของพ่อหลวงอีกเหมือนเดิม ผมยังจำได้เลย คนด่าผู้ว่า กทม สองสามสมัยที่แล้วกันยับเลย เพราะตอนที่ พ่อหลวงออกมาช่วยแก้ปัญหาของ กทม ผู้ว่าท่านนั้น ดันไปพูดเป็น Dialog หรือ เหมือน “สนทนาความ” กับพ่อหลวง ในขณะที่ทุกคนที่นั่งล้อมพ่อหลวง ฟังสิ่งที่พ่อหลวงตรัส ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ “ครับ ครับ ครับ” ลูกเดียว “มันเหมือนกับสิ่งที่ผู้ว่าคนนั้นทำ มันผิดจารีตประเพณีจริงๆ ที่ “กล้าพูดคุยออกความเห็น” กับพ่อหลวง โอยผู้ว่า “ถูกด่ายับ” ว่าละลาบละล้วง สำคัญตัวเองเกินตัว ไร้สิ้นซึ่งความสำรวมและเจียมตัว และอีกร้อยแปด แต่จริงๆแล้ว ถ้าจำกันให้ดี ช่วงนั้น พ่อหลวงตรัสว่า “ท่านต้องการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น กับประชาชนของท่าน” ซึ่งในที่นี้ ก็หมายความว่า หนังสือของใจนั้น น่าจะปล่อยให้หามาอ่านกันได้ เพราะก็คือ ความคิดของประชาชนคนหนึ่ง ของท่าน ต่อท่าน ซึ่งท่านก็ตรัสแล้ว ว่าพร้อมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น (อ่านต่อ)

 

Link ด้านความยุติธรรมที่สำคัญ

เครือข่ายกฏหมายมหาชน

ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย

กระทรวงยุติธรรม

ธรรมและยุติธรรม

คลังใหญ่ความรู้ด้านยุติธรรมไทย

สำนักอัยการสูงสุด

ศาลรัชธรรมนูญ

คณะกรรมการปรับปรุงกฏหมายเพื่อพัฒนาประเทศ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

Amnesty International

Human Rights Watch

World Justice Issues

Promote Rule of Law World Wide

3 great links

 

บทวิเคราะห์ : ซื้อสิทธิขายเสียง :

ปัญหาหรือมายาภาพของสังคมไทย..?  

 นีรนุช เนียมทรัพย์

ฤดูกาลเลือกตั้งเยือนมาอีกครั้ง ในขณะที่สื่อมวลชนก็ฉายภาพให้เห็นนักการเมืองจับขั้วรวมพรรค ย้ายพรรคกันฝุ่นตลบ พร้อมไปกับกระแสการรณรงค์เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ทั้งหมดนี้ส่งให้การซื้อสิทธิขายเสียงกลายเป็นวาระแห่งชาติ และจำเลยที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา ทำให้รัฐสภาเต็มไปด้วยนักการเมืองน้ำเน่า นายทุน และผู้มีอิทธิพล ก็คือ ‘ประชาชนคนยากจน’

เราจึงได้เห็นเสื้อรณรงค์ที่จัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์ด้วยประโยค ‘คนดีไม่ขายเสียง’

เราจึงได้เห็นการประชาสัมพันธ์ของ กกต.เต็มหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยถ้อยคำว่า ‘เราคนไทย พร้อมใจไม่ขายเสียง’[1]

และเราจึงได้เห็นหนึ่งใน กกต.ให้สัมภาษณ์ว่า”เราจะโทษประชาชนไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้รับการอบรมในอดีตมาดีพอเกี่ยวกับการขายเสียงและประชาธิปไตย” [2]

การซื้อสิทธิขายเสียงได้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ คนดี-คนเลว คนรู้-คนไม่รู้ เป็นปัญหาระดับบุคคลที่แก้ไขได้โดยการรณรงค์/ประชาสัมพันธ์ แทนที่จะเป็นเรื่องที่มีรากเหง้ามาจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

หากวิเคราะห์จากบริบทของผู้ที่คิด หรือผู้ที่มีแนวโน้มที่จะคล้อยตามความคิดนี้ ซึ่งก็คือ ชนชั้นนำ และชนชั้นกลาง (เจ้านายชั้นสูง, นายทุน, นักการเมือง, ข้าราชการ, นักธุรกิจ, พ่อค้า) เขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีเงินเดือนประจำ เริ่มจากหลักหมื่นจนถึงหลักล้าน สิ้นปีมีโบนัส เลื่อนขั้น ปันผล มีสวัสดิการเมื่อเจ็บป่วย ลาคลอด ตาย เกษียณอายุ ลาออก หรือถูกให้ออก ในกรณีของข้าราชการสวัสดิการยังครอบคลุมไปถึงลูกและพ่อแม่ มีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองนอกฟรี แถมด้วย pocket money (อ่านต่อ)

หมายเหตุผู้เขียน            บทความนี้หากมีคุณความดีอยู่บ้างผู้เขียนขออุทิศให้คุณนวมทอง ไพรวัลย์ สามัญชนที่สละชีวิตเพื่อยืนยันในหลักการประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของเขา ว่ามีเท่าเทียมกันกับคนชั้นนำทั้งหลาย ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าเขาจะถูกสังคมละลืมลงไปในเวลาไม่นานนัก แต่อย่างน้อยเขาจะเป็นที่ระลึกอยู่ในใจของคนรุ่นหลังจำนวนหนึ่งตลอดไป

มุมวิเคราะห์เจาะลึกและคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

 

ที่มา Bllogang.com

1 กฎหมาย ความชอบธรรม ศีลธรรม และ ความยุติธรรม?

การขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปของตระกูลชินวัตร-ดามาพงษ์ ให้กับกลุ่มเทมาเส็คของสิงคโปร์ ทำให้สังคมไทยเติบโตขึ้นเมื่อต้องเรียนรู้การดำรงดุลยภาพระหว่างอุดมคติ และ ความเป็นจริง กันอีกครั้ง

ข้อวิพากษ์หลายประการที่เกิดขึ้น เพื่อตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของดีลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจตนาการหลีกเลี่ยงภาษี, เจตนาการเบี่ยงเบนและอำพรางธุรกรรมไว้ภายใต้บริษัทที่เป็นสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี, เจตนาการหลีกเลี่ยงข้อบังคับเพดานผู้ถือหุ้นต่างด้าวในกิจการของคนไทย ตลอดไปจนถึง อธิปไตยและความมั่นคงของชาติในกรณีที่สิทธิ์วงโคจรดาวเทียมของประเทศตกไปอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นต่างชาติไปแล้ว

แต่หากพิจารณาให้ดี หัวใจของข้อวิพากษ์เหล่านี้ ต่างมุ่งย้ำลงไปตรงที่ ศีลธรรม และ ความยุติธรรม

เนื่องจากว่า แม้ว่าดีลนี้จะถูกกฎหมาย (คือได้รับคำยืนยันจากผู้เกี่ยวข้องว่าไม่ผิดกฎหมาย) แต่มีคนจำนวนมากรู้สึกว่าดีลนี้ไม่ชอบธรรม แต่ในเมื่อไม่อาจหาเหตุผลในเชิงกฎหมายได้ จึงต้องชูประเด็นเรื่องของศีลธรรมขึ้นมา

บางคนถึงกับกล่าวว่า แม้จะถูกต้องตามข้อกฎหมาย แต่ไม่ถูกต้องตามเจตนารมย์ของกฎหมาย (ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องความถูกต้องทางจริยธรรมมากกว่า)

คุณทักษิณซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทย ถูกมองว่าจะต้องมีจริยธรรมมากกว่าคนทั่วไป ตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่เรียกร้องให้ผู้ปกครองมีธรรมะของผู้ปกครอง อาทิ เช่น ทศพิศราชธรรม ราชสังคหวัตถุ และ จักรวรรดิวัตร เป็นต้น

แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ จะมีข้อห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความเกี่ยวข้องในหุ้นส่วน หรือกิจการของบริษัทเอกชน แต่คนก็ยังมองว่าคุณทักษิณ มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงก็โดยอ้อมกับกลุ่มชินคอร์ปอยู่ดี

เมื่อคนมองว่าดีลการขายหุ้นที่เกิดขึ้น ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม จึงเป็นธรรมดาที่คนย่อมต้องมองไปถึงว่า คุณทักษิณไม่สามารถรักษาธรรมะของผู้ปกครอง ตามธรรมเนียมดั้งเดิมได้ (แม้ว่าธรรมะเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ) จึงย่อมทำให้คุณทักษิณหมดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายบริหารรัฐไทยไปด้วย เมื่อคุณทักษิณยังคงดื้อดึงไม่ลาออกจากตำแหน่งตามการเรียกร้อง ก็ย่อมต้องถูกประนามว่าเป็นทรราชย์ผู้หลงยึดมั่นถือมั่นในอำนาจ

สมมติว่าบทความนี้จบลงตรงนี้ ก็คงเป็นบทความตามกระแส และย่อมจะสนับสนุนความชอบธรรมของผู้ออกไปเรียกร้องให้คุณทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งคนเหล่านั้นก็คาดหวังว่าคุณทักษิณจะลาออกตามคำเรียกร้อง และประเทศชาติก็จะกลับคืนสู่ความปกติสุข เนื่องจากทรราชย์ได้พ้นออกไปจากการปกครองของประเทศแล้ว

แต่เผอิญที่บทความนี้ไม่ใช่บทความตามกระแส และในโลกแห่งความเป็นจริง บทจบแบบสุขนาฎกรรมแบบโรแมนติค (romantic happy ending) ไม่เคยมีจริง

โลกแห่งความเป็นจริง ซับซ้อน และโหดร้ายกว่านั้น (อ่านต่อ)

Plato VS Sodsri 

 

เพลโต แห่งกรีก: "เจ้าความคิดว่า" การปกครองโดยกฎหมาย (The rule of law) เป็นหลักการสำคัญ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมทั้งหลายที่จัดว่าตนเองเป็นสังคมอารยะ การยอมรับหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นสิ่งที่ เชื่อกันว่าดีกว่าการปกครองโดยบุคคล เนื่องจากมนุษย์แต่ละคน อาจมีความฉ้อฉล ความเห็นแก่ตัว ความโลภ หากยินยอมให้การปกครองอยู่ใต้น้ำมือของมนุษย์ ก็อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับ คนในสังคม เพราะสันดานของมนุษย์อาจทำให้ไม่สามารถมีการปกครองที่เป็นธรรมได้

การยกเอากฎหมายขึ้นเหนือมนุษย์ด้วยความเชื่อว่าการมีกฎหมายปกครองสังคม จะทำให้คนในสังคมสามารถสร้างบรรทัดฐานที่เป็นกลาง คาดหมายได้ มีผลถึงความสงบสุขของสังคม. ผู้ปกครองที่มาดำรงตำแหน่ง ก็จะต้องอยู่ภายใต้กำกับของกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยไม่อาจใช้อำนาจตามอำเภอใจได้

สดศรี แห่งไทยแลนด์: "เจ้าความคิดว่า" การทำเช่นนี้เพื่อต้องการ ให้พรรคพลังประชาชนโดนใบแดงมากๆใช่หรือไม่ เพราะถ้าเล่นข่าวมากๆ การอคติก็ต้องมีกันบ้าง อย่ามากดดันกันมาก คนเราไม่ใช่ พระอิฐพระปูน มนุษย์ก็มีขีดจำกัดของตัวเองทั้งนั้น มันไม่ไหวแล้ว”

 

 

 

  AddThis Social Bookmark Button

 

 

บริการวิจัย ในภาษาอังกฤษ 

Underground Press of Thailand (UPT)

The Hidden Truth About Thailand

 

By Noted[1] Democratic Activist and Journalist[2] Tavivoot Chulavachana; USA MBA

 

 Currently Available:

 

Background and Analysis: A Splinter Group in the Thai Military Machine called “The Thai Democratic Soldiers”

Background and Analysis: The Emergence of  Prem, Thailand’s Powerful Privy Council

Background and Analysis: Pro-Coup traditional Thai media looses media-war to Pro-Democracy internet media

Background and Analysis: Thailand’s Democrat Party at an Impass

Background and Analysis: Opinion by US Constitutional Lawyer on legality of the Military junta’s instruments of legal power and the defense case of Thaksin Shinawatra 

Background and Analysis: Faltering Power of the People’s Democratic Alliance, the principle Anti-Thaksin alliance

Background and Analysis: “Amartayathipathai”  the real Constitution of Thailand

Background and Analysis: The Thai Media: who is who, why, what’s their predictable angle and their influences

Background and Analysis: The underground view by the International Intelligence Community in Thailand of Thai political development

Background and Analysis: The “Only Way Out” for Thailand’s troubled South

Background and Analysis: Views by a group of Thai Military Mechanized Division Commanders, divisions that traditionally are the main instruments of Thai Coup, of Thai Politics

Background and Analysis: Bangkok’s Ruling Class rational for anti-democratic stance

Background and Analysis: Thailand’s ICT Ministry’s Website Blocking Policy, Ways and Means

Background and Analysis: The Invisible Network “on and in” Thailand’s judiciary system

 

All publications: US$ 3,000 – US$ 9,000 (allow 7 days delivery after payment)

Contact Point: new-Tavivoot@live.com



[1]  Mentioned by Thaksin Shinawatra as a noted Democratic Activist who warned Thailand of the recent Coup in advanced, in the book Thaksin 24 Hours after the Coup; One of the very few Democratic Activist who “regularly” writes about and analyzes the Thai Military Junta openly using his real name, and where his articles are syndicated widely;  President of  www.thai-journalist-democratic-front.com, a widely popular website that writes about Thailand; One of very few journalist whose writings are regularly tracked and followed by Thai journalist community, Thaksin Shinawatra and several noted Coup leaders

 

[2] Senior Writer of the Bangkok Post, Senior Financial Reporter of Asia Times, Editor of Business Day, National Security Columnist of Krungthep Turakij, Editor of CIO Forum