
"หาสาระอ่าน หาทวีวุฒิอ่าน"
สำหรับ คนรัก
สองพรรคการเมือง ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย


นิวส์วีค นิตยสารชื่อดังของสหรัฐ ที่วางจำหน่าย
ทั่วโลกฉบับล่าสุด
ขึ้นปก 4 ผู้นำในเอเชีย
..สะดุดตาตรง หนึ่งในนั้นมีรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย รวมอยู่กับ นายหม่า อิง จิ่ว ผู้นำหมาดๆ ของไต้หวัน นายลี เมียง บัก ประธานาธิบดีนักธุรกิจของเกาหลีใต้ และ นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งนำพรรคฝ่ายค้านผงาดขึ้น ท้าทายพรรคอัมโนเป็นครั้งแรก
ประเด็นที่นิวส์วีคนำเสนอ ก็คือ The Politics of Practical Nostalgia หรือ การเมืองแห่งการโหยหาอดีตที่ทำได้จริง...
ฟังชื่ออาจวกวน แต่ประเด็นของประเด็นก็คือ การเลือกตั้งที่ผ่านมาของทั้ง 4 ประเทศ (ซึ่งลงเอยด้วยความปราชัยของฝ่ายอำนาจเก่า) สะท้อนให้เห็นว่า ในห้วงยามที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังบีบรัด ทั้งในบ้านและนอกบ้าน สิ่งที่ชาวเอเชียกำลังโหยหา ก็คือ วันคืนเก่าๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านชาวเมืองมีการงานมั่นคง มีการเลื่อนชั้นทางสังคม และผู้นำที่สัญญาว่าจะนำ Good Old Days เหล่านั้นกลับมาก็คือ คนที่ประชาชนจะเทคะแนนให้
ในเอเชียเวลานี้ ดูเหมือนว่า การกำหนดนโยบายที่มองโลกในแง่ความเป็นจริง และมีการเปลี่ยนแปลงได้เพื่อผลลัพธ์ที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน กำลังอยู่เหนืออุดมการณ์ และนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นของอำนาจเก่าในอดีต
ในประเทศไทย นิวส์วีคบอกว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้ทำลายวงจรของการปฏิวัติที่ล้าหลัง โดยในอดีตนั้น ผู้นำทหาร จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยตั้งรัฐบาลพลเรือน ที่เป็นพรรคพวกกันขึ้นมาสืบทอดอำนาจ แต่ในปัจจุบัน เพียงแค่ 14 เดือนหลังจากทำรัฐประหาร อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายผู้นำทหารก็ถูกกดดันโดยกระแสสังคม ให้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าชัยชนะเป็นของฝ่ายที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ
บทความของนิวส์วีค อ้างคำกล่าวของ ธิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปลี่ยนแปลงวิถีที่เคยเป็นในประเทศไทย ตอนนี้กระแสทั้งในประเทศและนอกประเทศอยู่ข้างทักษิณ
บทความของนิวส์วีคยังบรรยายต่อว่า ความสำเร็จในการใช้นโยบายเศรษฐกิจ เพื่อตอบรับกระแสโลกาภิวัตน์ คือปัจจัยหลักที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นสู่อำนาจ และเป็นเครื่องอธิบายการกลับมาของเขา
ในช่วง 5 ปี ภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชนบทเติบโตขึ้น และไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย
พรรคไทยรักไทย ได้รับความนิยมจากการทุ่มงบประมาณด้านสาธารณูปโภค และการช่วยเหลือคนจน เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และการประกันสุขภาพ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และส่งเสริมการค้าอย่างแข็งขัน...
จากนั้น รัฐบาลทหารก็เข้ามา ซึ่งทำให้นักลงทุนหนีหาย อีกทั้งยังชูแนวนโยบาย "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเน้นความมีเสถียรภาพมั่นคง มากกว่าการเติบโต... ภายใต้การนำของรัฐบาลทหาร เศรษฐกิจของไทยในปีที่แล้วขยายตัวเพียงแค่ 4.8% เท่านั้น
บทความของนิวส์วีคสรุปว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า การเกิดขึ้นของผู้นำหน้าใหม่ ที่เป็นนักปฏิบัติและมองโลกแง่ในความเป็นจริง จะเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ในเอเชีย หรือเป็นแค่แฟชั่น ที่จะผ่านไปในฤดูกาลหน้า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาเหล่านั้น จะทำอะไรให้เกิดขึ้นได้จริงบ้างในทางปฏิบัติ
ปาฐกถาพิเศษ (ล่าสุด) โดยทักษิณ 
วันนี้ (9 เม.ย.) ที่ห้องแกรนด์บอลรูมชั้น 2 โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานมูลนิธิไทยคม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อนาคตเด็กไทย อนาคตประเทศไทย" โดยมี นายพานทองแท้ นางสาวพิณทองทา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว มาร่วมให้กำลังใจ และนอกจากนี้ ยังนักธุรกิจชั้นนำของเมืองไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกันนี้ ยังมี นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิการ ที่นำข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเดินทางมารับฟังแนวทางจัดการด้านการศึกษา
ทั้งนี้ ผู้มาร่วมงานรวมทั้งสื่อมวลชน จะได้รับแจกหนังสือ "ทักษิณ ชินวัตร ปั้นเด็กไทยให้เรียนและรู้โลก คิดเป็นทำเป็น" โดยเนื้อหาเป็นการเรียบเรียงในลักษณะถามตอบ ซึ่งในหน้าที่ 35 มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง ว่า "ท่านเคยบอกว่าคนรุ่นท่านมีหน้าที่จะต้องดูแลและบริหารบ้านเมืองให้แข็งแรงและสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป วันนี้ท่านไม่ได้อยู่ในการเมือง แล้วคิดว่าจะช่วยดูแลประเทศชาติเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร" พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า "ผมรู้ว่ามีคนบางกลุ่ม บางคน ไม่ชอบวิธีคิดแบบผม เขาต้องการให้บ้านเมืองไปเรื่อยๆ การจะปรับจะเปลี่ยนบ้านเมือง บางคนอาจไม่เห็นด้วย ฉะนั้น วันนี้ผมก็ต้องถอยมาแล้วทำในส่วนที่จะพึงทำได้ เพราะการที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งประเทศมันไม่ง่าย แต่เราก็ทำตัวอย่างให้เห็น ถ้าใครเห็นดีเห็นงามก็ทำต่อไป"
ในหน้าที่ 36 มีคำถามว่า "ท่านประกาศวางมือทางการเมืองแล้วจะทุ่มเททำงานเรื่องสังคมและการศึกษา ท่านวางแผนที่จะทำเรื่องเหล่านี้อย่างไรบ้าง" โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ผมจะทำงานมูลนิธิ อย่างเช่น ที่ผ่านมาก็ได้บริจาคเงินจำนวน 240 ล้านบาท ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อก่อสร้างอาคารสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อใช้ในการต่อยอดเรื่องการเรียนการสอนตามนแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา นอกจากนี้ มูลนิธิยังมีโครงการมอบทุนการศึกษา 2 โครงการได้แก่ โครงการต่อทุน หนุนฝันให้กับนักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดีแต่ขาดทุนทรัพย์ และโครงการร้อยเรียงคำถวายพ่อ เพื่อต่อฝัน ให้กับเยาวชน ที่มีความสามารถทางด้านการแต่งกลอนสุภาพ
พ.ต.ท.ทักษิณ ปาฐกถาพิเศษว่า การตั้งมูลนิธิไทยคมและสิ่งที่จะดำเนินการตามกระแสโลกที่ก้าวหน้าไปมาก มูลนิธินี้เปิดกว้างกับประชาชน แม้มูลนิธินี้ครอบครัวตนเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ก็อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะมูลนิธิไม่ต้องเสียภาษี วันนี้เข้าใจว่ามีเงินบริจาคเข้ามูลนิธิ20ล้านบาท ตนจะนำเงินนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งจะจัดเป็นทุนการศึกษา โดยครอบครัวตนจะสมทบอีก 1 พันล้านบาท อีกส่วนหนึ่งจะทำโครงการถวายสมเด็จพระเทพฯในการช่วยเหลือเด็กหูหนวก
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงประเทศ เพราะโลกเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่ห่วงมากสุด คืออนาคตของประเทศ (อ่านต่อ)
ข่าวการเมือง "กระแสหลัก"
![]()
มุมแห่งแสงสว่างและปัญญา

"ยุบพรรคไทยรักไทย" ถูกต้องหรือมั่วนิ่ม
ช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมมีเรื่องให้ต้องเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ขณะที่เขียนบทบรรณาธิการนี้ ผมกลับมาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่งหลังจากเดินทางกลับจากประเทศ โปรตุเกสไปอยู่ที่ประเทศไทยได้เพียง 3 วันเท่านั้นเองครับ ในครั้งนี้ผมร่วมเดินทางมาฝรั่งเศสกับคณะของรองนายกรัฐมนตรีโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ครับ

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในบทบรรณาธิการครั้งก่อนหน้านี้ว่า ขณะที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ผมอยู่ต่างประเทศ กลับมาอยู่เมืองไทยได้ 3 วันก็กลับมาต่างประเทศอีก จนถึงวันนี้ก็เลยทำให้ผมยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยกลางของคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวอย่างละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม 3 วันในประเทศไทยก็มีคนมาสัมภาษณ์ผมหลายคนเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรค ไทยรักไทย ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ ผมจึงขอแสดงความเห็นของผมเกี่ยวกับการยุบพรรคไทยรักไทย โดยผมจะพูดเรื่องใหญ่ๆ 2 เรื่องคือ เรื่องการยุบพรรคการเมืองกับการมีผลย้อนหลังของกฎหมายครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่สาระสำคัญของทั้งสองเรื่อง ผมมีข้อสังเกตสองประการที่เชื่อมโยงไปถึงความเห็นของผมในเรื่องการยุบพรรค การเมืองด้วยครับ ข้อสังเกตสองประการของผมนั้นเกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ที่ผมมองว่าเป็นเรื่อง “แปลก” มากๆที่ทำไมถึงได้มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรประเภทตรวจ สอบความชอบด้วยรัฐธรรนูญของกฎหมายเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีขึ้น มาหลังรัฐประหารเพื่อปกครองประเทศในระยะเวลาสั้นๆ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่มีองค์กรประเภทศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่หลัก คือ เป็นองค์กรในการ “ค้ำประกัน” ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ก็ได้ “เพิ่ม” อำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและอำนาจอื่นๆให้กับศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปอีก เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นและมีการเลิกใช้รัฐธรรนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 รวมไปถึงการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ บทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 จึงควรต้องจบสิ้นลงไป ณ ช่วงเวลานั้น แต่เมื่อมีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่และให้มีอำนาจ หน้าที่อื่นซึ่งก็รวมไปถึงอำนาจในการยุบพรรคการเมืองด้วย จึงเป็นข้อน่าสังเกตที่สำคัญว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการตั้งคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญขึ้นมาคืออะไร เพื่อควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญหรือเพื่อทำหน้าที่อื่นที่ สำคัญกันแน่ครับ (อ่านต่อ)
สนใจอ่านได้จากเวบเครือข่ายกฎหมายมหาชนไทยของอาจารย์ได้http://www.pub-law.net/

บทความ "ในกระแส" จากแหล่งต่างๆ รวมถึงมุมมองอำมาตร
ทักษิณ กลับไทยแล้ว แฟนๆ ก็รวมใจกัน

ก็แปลกดีนะครับ ที่คนเรารักกันได้ แต่ละท่าน ก็คงจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป ว่าทำไมถึงรักทักษิณ ส่วนตัวผมนั้น ก็รักทักษิณ เพราะเห็นเขาดูแลคนจน ได้ดีเหลือเกิน แล้วคนจนนั้น ก็ไม่มีนักการเมืองคนไหน เหลียวแลมานาน พอเห็นเศรษฐี จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ให้เวลาคนจน ผ่านประชานิยม แล้วมันชื่นใจจริงๆ แต่เท่าที่ผมได้ยินมา ก็มีอีกหลายสาเหตุหลัก ทำไม คนไทยส่วนมาก ถึงรักทักษิณ กัน สำหรับคนมากมาย ที่ย่อยยับไปกับ โรคต้มยำกุ้ง แล้วมาฟื้นตัวกันได้เพราะทักษิณ ก็มองกันว่าทักษิณเป็นคน “กอบกู้” เขาขึ้นมา อาจจะถึงขนาดว่ากันว่า “กู้ชาติ” กันเลยก็ได้ เพราะ สมัยนั้น มันมืดมิดชนิดไม่มีใครมองออกเลย ว่าจะฟื้นกันอย่างไรดี ถ้าจำกันได้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ให้ความเห็นกันไว้ว่าต้องห้าปีสิบปี ถึงจะฟื้น แต่ทักษิณทำได้ภายในปีเดียว สำหรับคนอีกมากมาย อื่นๆ ก็รักทักษิณกันเพราะได้รับผลประโยชน์โดยตรง จากประชานิยม จะเป็นบ้านเอื้ออาทร หวยบนดินและการใช้เงินนั้น แม้กระทั่งนักลงทุน ที่เห็นหุ้นขึ้นกันจาก 300 มาเป็น 800 ที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่ “จับต้อง” ได้
แต่สำหรับคนอีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพาะการที่ไทยย่อยยับไป ไม่ใช่แค่เป็นการล้มสลายทางวัตถุ แต่มันคือการล้มสลายของ “ความคิด” ด้วย คือสมัยนั้น เราแข่งอยู่กับ สิงค์โปร์และมาเลเซีย อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Neck to Neck คือแค่ช่วงคอ ถึงกับกล่าวกันเลยว่าไทยจะแซงมาเลเซีย เป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมใหม่ และมีระบบเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN ปชปฝันไกลมากว่าไทยจะแข่งกับสิงค์โปร์เป็นแหล่ง เง้นทุนและธนาคาร แล้วไทยก็โตเร็วจริงๆ แต่การล้มลงไป ถึงจะไปโทษ โซรอส กัน แต่ว่าถ้าไทยมั่นคง เขาก็คงจะทำอะไรเราไม่ได้ การล้มลงไป มันทำลาย “ความฝัน” ของเราคนไทยมากเหลือเกิน (อ่านต่อ)

จ้องจับผิดทักษิณ "คนเดียว"
เหมือนให้ใบสั่ง "แม้ว" ที่ขับรถเร็ว ในสนามแข่งรถ Formula 1
คน ภายนอก “เกม”

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
25 กุมภา 08
เกมของอุตสาหกรรมธนาคารคือ หากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก คือยิ่งกว้างยิ่งกำไรมาก แบบปี 50 ที่คนไทยจะตายกันไป เพราะรายได้ตก แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ธนาคารบางแห่ง ได้ดอกเบี้ยรายรับ เพิ่มขึ้น สามสี่พันล้าน แต่ดอกเบี้ยรายจ่าย เพิ่มขึ้น สามสี่ร้อยล้าน เรียกว่าสมัยทหารและ TDRI ครองเมือง ธนาคารรวยเละ
เกมของอุตสาหกรรมน้ำมันคือ ปรับราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลก ที่คิดเป็น “ดอล” ไม่ใช่ “บาท” คือถ้าราคาในดอลขึ้นไป 10% ราคาน้ำมันในไทยก็ขึ้นไป 10% อุตสาหกรรมไม่สนใจว่า “บาท”จะแข็งค่าขึ้นขนาดไหน คือเคยเห็นบ้างไหม การประกาศลดราคาน้ำมัน เพราะบาทแข็งขึ้น เช่นจาก 38 บาทต่อดอลปีที่แล้ว มา 29 บาทต่อดอล ตอนนี้ คือบาทแข็ง ขึ้น 30% ส่วนน้ำมัน ปีที่ผ่านมา ขึ้นไปจาก 70 เป็น 100 คือก็ราวๆ 30% คือพอๆกัน แต่ราคาน้ำมันในไทย “พุ่งขึ้นไม่หยุด” สรุปรวยเละ
เกมของอุตสาหกรรมโรงงาน คือกดค้าใช้จ่ายด้านแรงงานให้ต่ำที่สุด ให้ต้นทุนต่ำเพราะค่าแรงงาน เป็นสัดส่วนที่สูงในค่าใช้จ่าย อุตสาหกรรมบอกว่า ต้องต่ำเพื่อให้สู้ “คู่แข่ง” ต่างชาติได้ แล้วเรื่องก็จบอยู่ตรงนั้น ในไทยขึ้นกันบาทสองบาทต่อปี ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ แบบค่าแรงในประเทศ “คู่แข่ง” ไทย เช่นจีน ขึ้นไป 30% แล้ว เวียดนาม อีก 10% คือค่าแรงในไทย อิงอยู่กับดัชนี “ค่าครองชีพ” ในไทย ไม่ได้อิงอยู่กับ ดัชนี “ความสามารถในการแข่งขัน” สรุปโรงงานรวยเละ
ปัญหาพวกนี้ ในระบบเศรษฐกิจไทย “สร้างความเสียหาย” ให้แก่ประชาชนโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นการ “เอาเปรียบ” ปชช อย่างมาก คือเรายังไม่ทราบว่าทักษิณ โกงกินและ ทับซ้อน จริงหรือไม่ เพราะยังอยู่ในชั้นศาล แต่ก็แน่นอนว่า พวกเผด็จการ แค่สงสัยว่าทักษิณ สร้างความเสียหายให้รัฐ จากการโกงกิน และ ทับซ้อน ก็ยึดอำนาจและตั้ง คตส มาตรวจสอบความเสียหายที่ ทักษิณและทุนโทรคมทำให้ชาติ คือพวกรัฐประหาร รักชาติมาก แต่มันก็แปลก ที่เวลามาถึง การเอาเปรียบ ปชช แบบตรงๆ ไม่ใช่เงินภาษี ทางทหารกลับไม่สนใจ และ ไม่ทำอะไรเลย
แล้วก็แปลกอีก คือปชชทั่วไป จ่ายภาษีโดยเฉลี่ยอย่างมากก็หมื่นสองหมื่นต่อปี หรืออาจจะน้อยกว่านั่นเสียอีก ถ้าทักษิณโกงและทับซ้อนจริง อย่างมากก็โกงภาษีไปได้สัก 10% ของทั้งหมด ก็หมายความว่าโดยเฉลี่ย โกงจาก ปชช ไปคนละ พันสองพัน ต่อปี แต่แบบธนาคาร น้ำมัน และอื่นๆ ที่ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค ทุกวัน คิดออกมาแล้ว เป็นหมื่นๆบาทต่อปี ที่โกงกันเอาไป แล้วถ้าจะให้ถามว่า แปลกไหม ที่ “ชิน” ถูกด่าย่อยยับ ว่ากำไรมากเพราะทักษิณทับซ้อนให้ แต่พอมาถึง เทเลคอมอื่นๆ ที่ก็ได้รับผลประโยชน์ ไม่มีใครต่อว่า ยิ่งไปกว่านั่น ไม่มีใครต่อว่า ธนาคาร บริษัทน้ำมัน หรือโรงงาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ก็มีเกม ของตัวเองทุกอัน ที่เอาเปรียบ ปชช แต่ไม่เป็นไร สรุปสักหน่อย อุตสาหกรรมแสวงหาผลประโยชน์ แบบโกงๆคดๆ เราเรียกว่า “เอาเปรียบ” แต่นักการเมือง สร้างความเสียหาย โกงกิน ไม่ถึงเสี้ยวของอุตสาหกรรม กลับถูกเรียกว่า “เทวทัศ” (อ่านต่อ)
ลุงสมัคร “รัก” อะไร
โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
27 กุมภา 08
มันแปลกจริงๆวันเวลานี้ หลังจากฝ่ายประชาธิปไตย ขนะสงครามใหญ่ คือเลือกตั้งมาได้ มาวันนี้ มันเหมือน Business As Usual หรือ “วันทำงานตามปรกติ” ทั้งที่จริงแล้ว วันเวลาพวกนี้ตอนนี้ สำคัญมาก ต่อการอยู่รอกของประชาธิปไตย คือรัฐบาลของนักประชาธิปไตย คือสมัคร กำลังเจอมรสุม เช่น Hi-Thaksin ออกมาตำหนิ ขอให้รัฐบาลสมัคร มอง ปชช ไว้แทนที่จะมาทะเลาะกัน

ต่อด้วย ทั้งโพสและเนชั่น ออกมาบอกว่า สมัครมีปัญหากับทักษิณ ถึงขนาดสมัครไม่อยากให้ทักษิณกลับ ทั่วบ้านทั่วเมือง มีแต่คนบอกว่า สามเดือนปรับ ครม แล้ว หกเดือน รัฐบาลคว่ำ แบบสมัครทำอะไรไม่ได้เลย มองไปทางไหน “มือที่มองไม่เห็น” กลายเป็นมือของเนวิน ชักใย หลายต่อหลายคนใน ครม จนสมัคร “เบื่อ” ทีมเศรษฐกิจก็มีเกาเหลา จนลงเอย สมัครต้องมาเป็น CEO ให้ ทั้งที่ก็รับอยู่หนักๆทั้งนั้น แบบนายกและกลาโหม สื่อต่างชาติ ที่เข้าข้างนักประชาธิปไตย มาวันนี้ หลายอันเริ่ม “หันหนี” คนไม่ชอบ พปช เอง ก็มีมากมาย พร้อมเดินขบวนทั้งที่ไม่มีเรื่อง แต่เพื่อฟอร์มสวยหน่อย ก็เล็งหาเรื่องเต็มที่ ถ้าแค่มีข้อสงสัย โกงกินแม้แต่ “นิดเดียว” หรือ “ทับซ้อน” ให้ทักษิณ มีหวังประท้วงใหญ่ สุดท้าย อีกห้าพรรคที่เข้ามา “แจม” เป็นรัฐบาลนี้ “ไม่อ่อนข้อให้สมัครเลย” เกือบจะเหมือนองค์กรอิสระ ภายในรัฐบาล ก็เป็นที่ปวดหัวให้สมัครอีก สุดท้ายก็สมัครเอง ที่คนชอบกันมากที่ปากกับใจตรงกัน แต่บางที พูดอะไรออกมาแล้วมันยากที่จะ “ตามเก็บแล้วอธิบาย” ว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่ เพราะสื่อส่วนมาก ก็หาเรื่องให้มี “ประเด็นทะเลาะ” กันไปวันๆ
สรุปคือฟังดูแล้ว เหมือน สมัครกำลังถูก “กระชาก” ออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นชิ้นๆ
มันอาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว ภาวะเช่นนี้ที่สมัครกำลังเจออยู่ แต่ในอีกแง่มุม เวลาคนเราเจอขวากหนาม ที่กระชากเสื้อผ้า กระชากเนื้อหนัง ออกจากตัวเรา สิ่งที่เหลือ ก็คือ “แก่นแท้” ของตัวเราเอง แล้ว “ความรักและความห่วงใยลึกๆ” เท่านั้น ที่สุดท้ายแล้ว นำพาคนเราให้ฝ่าด่านพงหนามออกมาได้ คือเขาบอกว่า “หนทางพิสูจน์ม้า การเวลาพิสูจน์คน” แน่นอนว่า ในการฝ่า “ปัจจัยลบร้อยแปดที่กล่าวถึงในเบื้องต้น” ออกมา ในที่สุดเราก็จะได้เห็น “แก่นแท้” ของสมัคร เราจะได้เห็นว่า สมัคร “รักและห่วงใย” อะไร และในที่สุด เหมือนเราเห็น คมช และ อำมาตร ว่า “เลวร้าย” ขนาดไหน เราก็จะได้ “บทสรุป” ใน สมัคร ว่าเป็นนายกเช่นใด คือเราจะได้เห็น ฟอร์มแท้จริง ของ สมัคร
คือเราจะเป็นว่า สมัคร นั้น “น่าเคารพให้เป็นนายก” หรือ “ไม่น่าเคารพให้เป็นนายก”
ท่านผู้อ่านก็ชอบอยู่แล้ว ให้ผมนั้นก้าวไปอีกขั้น อีกระดับ คือวิเคราะห์ออกมาให้ท่านดู ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อะไรน่าจะมาเป็นความจริง หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง และอะไรคือแนวโน้ม และทั้งหมดที่กล่าวมา ก็เป็นเพียงพื้นฐาน ของการวิเคราะห์ ในบทความนี้ ว่า “ลุงสมัครรักอะไร” (อ่านต่อ)
